ถ้าคนไม่รู้สึกอะไรกับเราเลย
เรางานเข้าแล้ว! …”
พ่อคิว คยต. กับครึ่งชั่วโมง
แห่ง“เสาทั้งห้าและน้ำตา
#BennOte มาจากงาน
คยต x Yindee Design
มาค่ะ เรามาถึง EP.2 ของงานซึ่งคนพูดก็คือพิธีกร ม้อด เกมโฮสต์ และ everything จิงเกอเบลของงาน 555 เบ็นไม่เคยเจอพี่คิวมาก่อน มีความอะเมซซิ่งอะเมซใจมาก ๆ พี่ทำได้ทุกอย่างจริง ๆ และพี่ทำให้งานมีความ unique สุด ๆ แบบว่าสามารถใช้ CEO ของบริษัทต่าง ๆ มาเป็นคนเชิญรางวัลบ้างล่ะ แซวเจ้าของแบรนด์ต่าง ๆ จนขำกันไม่ไหวบ้าง ล่ะ ความหลุด ๆ รั่ว ๆ มั่ว ๆ คละ ๆ นี่ดู ๆ ไปแล้วช่างมีเสน่ห์เหลื๊อเกิน ![]()
![]()
มันทำให้เราเหมือน … แบบว่าไม่ได้มางาน แต่มากิจกรรมรับน้องที่มีพี่ว้ากแบบโคตรคุล (และฮาด้วย) 555 ชอบ ๆ ๆ ๆ
งานอะไรเอ่ยที่พิธีกรถามออกอากาศว่า “คิวต่อไปอะไรนะ” มั่งแหละ ถามลงไปที่แถวหน้าย่ายที่นั่งของ speaker ว่า “พี่พร้อมไหม นี่พี่รู้ใช่ไหมว่าต่อไปพี่ต้องพูด” … เอ้า 555 หรืออยู่ ๆ พิธีกรก็ทิ้งเวทีไว้ ขอไปเคลียร์เทคนิคแพ้บ โอ้ยยยย สักพักพิธีกรเดินออกมาพรอมด้วยตุ๊กตาและของแจก … (คาดว่าคนดูให้อภัยเพราะสาเหตนี้ 555 ไม่ใช่ซื แซวเล่นน้าค้า)
ในกรณีนี่นี้เป็นพยาน … อ่ะ ไม่ใช่ละ (ศรีปราชญ์ก็มาว่ะแก๊ 55) ในกรณีนี้ คนที่เป็นพิธีกรเมื่อนาทีที่แล้ว อยู่ ๆ ก็กลายร่างเป็นวิทยากรในนาทีต่อมาเฉ้ยยยย เอาซี้ ไม่กันเองเบอร์นี้แล้วจะเบอร์ไหน 555
อ่ะ พี่คิวไล่…เอ้ย เชิญคุมแม่ฝน วิทยากร session แรกลงจากเวทีปั๊บ ก็มาเล่าเรื่องแบรนด์จากมุมมองฝั่ง marketing ให้ฟังกันต่อปุ๊บ … และตลอดครึ่งชั่วโมงของพี่คิว ก็สาระแน่นนนนน…เชียะค่า มา…ตามมาฟังกันค่ะทุกคน ![]()

เริ่มจากประวัติสั้น ๆ ก่อน
– พี่คิวทำธุรกิจซื้อมาขายไปอยู่ประมาณ 15 ปีค่ะ (สินค้าจีน) – online / e-commerce ต้องแน่นมากเนาะ
– จากนั้นเปิดบริษัท Mr. Box ทำกล่อง delivery ที่วางท้ายมอ’ไซค์ค่ะ
– เปิด “คยต ใดๆในโลกล้วนการตลาด” >> ดูแลการตลาดให้หลายแบรนด์เลย เช่น La Glace, Nakiz Lively Nose, Lunar

พี่คิวเล่าเรื่องเจ้าของ Lunar ให้เราฟังเป็นแรงบันดาลใจค่ะ
– 2 ปีที่แล้วคุณโมเจ้าของ ลูน่าอายครีมตัวดังใน TikTok ยังเป็นแค่เป็นเด็กแจกใบปลิว KFC อยู่เลย
– คุณโม Live ขายของเป็นงานพิเศษ เนื่องจากมีงานอื่น ๆ ด้วยเลยต้อง Live ขายตี 1 ถึงตี 5 ขายได้เรื่อย ๆ อยู่น้า ![]()
– ปรากฏว่ามีลูกค้ามาแซวว่านอนดึกขอบตาดำหมดแล้ว ต้องมีครีมแก้ขอบตาดำมาขายบ้างนะ … เอออออออ เป็นปัญหาของคุณโมเหมือนกัน
– ไม่รู้อะไรดลใจแหละ คุณโมเลยไปคุยกับโรงงาน จ้างผลิตครีมขอบตาดำมาขาย โหวววว ขายดิบขายดี ปังปุริเย่มาก ๆ จ้ะ
– ตั้งแต่เริ่มทำ brand มาตอนนี้อายุแบรนด์ 1 ปี 8 เดือน ยอดขายเป็น 100 ล้าน แต่ทีมงานหลังบ้านเพิ่มจาก 2 คนเป็นแค่ 8 คนค่ะทุกคน (ช่วง live ต้องส่งของเยอะ ๆ พ่อไปช่วยเรียกพี่ ๆ ในตำบลมา pack ของ … พี่คิวเคยถามว่าโหวให้มา pack เป็นพัน ๆ อัน จ้างวันละ 300 เค้าโอเคกันเหรอ คำตอบคือลุงป้าน้าอาบอกว่าดำนาเกี่ยวข้าวเหนื่อยกว่านี้เยอะ … เออ ก็จริง #อย่าใช้ไม่บรรทัดเราไปวัดใคร
– ที่น่าทึ่งคือยอดขายทั้งหมดนั่นมาจากสินค้าเพียงแค่ SKU เดียวค่ะทุกคน … เก่งมาก ๆ
– โตแต่ไหน … ก็แค่ Lunar อาจจะ filing เข่าตลาดไประดมทุนในปีหน้าก็เท่านั้นเอง … O – M – G!

เราเติบโตได้ด้วยโอกาสจากคนอื่น โอกาสมันมากับคน ออกไปพยายามช่วยคนอื่น ทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้น ถ้าเราช่วยถูกคน ก็จะเกิดพื้นที่ดี ๆ community ดี ๆ ที่เอื้อกันได้ คนที่ได้โอกาสมาก่อน ทุกคนจะพร้อมแชร์กลับ (จริง ๆ นะ)
เมื่อเอื้อกันได้ ต่างคนต่างก็โตได้เร็วมาก ๆ มาก ๆ
(เบ็นเห็นบรรยากาศแบบนั้นตลอดทั้งวันที่เบ็นอยู่กับ คยต. และ ยินดีดีไซน์เลยค่ะ มันน่ารัก อบอุ่น ละมุนใจมาก ทรงพิฝนเราอาจจะไม่แปลกใจ แต่พ่อคิวนี่สิ เราไม่เคยเจอเราจะนึกไม่ถึง ภายใต้คาแรคเตอร์เกรียน ๆ ผ่าซาก ๆ ของพี่คิว มันไมโครเวฟมาก ๆ ค่ะ)

ทุกคนพร้อมช่วยเรา แต่จะเดินไปขออะไรจากใคร ควรมีอะไรติดหัวติดตัวไปด้วยบ้าง อย่าไปขอเฉย ๆ ถามตัวเองก่อน
– เราทำตัวเราดีที่สุดหรือยัง
– เรามีอะไรไปแลก (ไม่ได้พูดเรื่องของนะคะ อย่างน้องเราต้องไปให้ความรู้สึกดี ๆ กับคนที่จะช่วยแหละ เริ่มที่ เออ … เราสู้สุดเลยเว้ย น่าช่วยว่ะ ก็ยังดี
)
———————————
เสา 5 ต้นของการสร้างแบรนด์
———————————
TEAM
เสาต้นแรก = ทีมงาน
เราเชื่อในแบรนด์เราแค่ไหน? แบรนด์ที่ดีต้องขายทีมงานให้ได้ก่อน ไม่ใช่แค่เชื่อใน “สินค้า” นะ แต่เราไปให้ถึงการขาย “บรรยากาศของทีม” ที่ต้อง…
– มี “attitude” ของแบรนด์
– มี “purpose” เดียวกันกับแบรนด์
CUSTOMER
เสาต้นที่สอง = ลูกค้า
จำไว้ว่าเราไม่ได้กำลังขายของ แต่เรากำลังสร้างตลาดขึ้นมา อย่างเช่น La Glace สร้างผู้หญิงที่มั่นใจ คนที่อยากสวยมั่นใจจะกลายเป็น “ตลาด” ของเรา
ย้ำอีกทีค่ะ Brand ไม่ได้ขายสินค้า
– การขายคือ marketing = พระเครื่อง
– brand คือความเชื่อ คือศาสนา ยิ่งเชื่อมากเท่าไหร่ พระเครื่องของเราก็มีคุณค่า + มูลค่าเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
แบรนด์เราจึงต้องต้องมีศาสดา >> สาวก (คนที่มีความเชื่อเดียวกัน)
คุณเชื่ออะไรหรือยัง?
ยุคนี้แค่เป็น “วัวสีม่วง” ไม่พอนะ
differentiation ไม่พอ
เราต้องสร้าง Relation
เราต้องมีเผ่า เราต้องสร้าง “คนวงใน”
PARTNER
Brand & Partners = อำนาจต่อรอง
Relationship มีผลกับทุกสิ่ง
ทุกคนว่าจริงไหม?
ลองนึกดูนะคะว่าความปังของแบรนด์และความสนิทมีผลกับชีวิตเราจริงไหม ไล่ไปตั้งแต่
– Credit Term จะยาวจะสั้น (จะได้เครดิตไหมก่อน)
– Supplier ไปยัน influ. จะรับงานไม่รับงาน เราจะต้องไปเป็น waiting list เบอร์ไหน เค้าจะเร่งงานให้เราไหม งานด่วนได้ไหม คิวแทรกได้เปล่า
– เราจะมีศีลเสมอให้ไปเจอกับการ collab. ที่เบอร์ไหน
การมี partner ที่ดีมีผลกับความได้เปรียบเสียเปรียบมาก ๆ ค่ะ การสะสม partners จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเราสูงขึ้น เพราะเรามีทรัพยากรของ partner ให้ใช้ได้ด้วยนะทุกคน
COMPETITOR
คู่แข่งที่ดีทำให้ตลาดโต >> แบรนด์ที่ดีคู่แข่งต้องโตด้วย ถ้าเราจะเอาแต่ชนะ จงถามตัวเองว่าชนะแล้วได้อะไร? ฆ่าคู่แข่งให้ตายแล้วระยะยาวเราจะโอเคจริงไหม
ถ้าไม่มีโค้ก วันนี้เป๊บซี่จะโตเท่านี้ไหม?
คำตอบคือ … ไม่ค่ะ การมีคู๋แข่งช่วยกันทำตลาดมันทำให้ตลาดโตขึ้นด้วยนะคะ ดังนั้น mindset ที่เราต้องมีคือ
1. เราต้องมีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกัน สามารถขัดเกลากันได้ เราจึงจะพัฒนาไปด้วยกัน
2. อย่าฆ่ากันให้ตาย คู่แข่งข้างนอกเป็นตาอยู่นะ แซงแบบทิ้งคู่แข่งเยอะ ๆ เราจะไใ่เหยียบคันเร่ง
3. จงเป็นคู่แข่งอย่าเป็นศัตรู ไม่ฆ่ากันเนาะ แข่งกัน “ดีขึ้น”
4. ข้อดีของการมีคู่แข่งที่ดีคือ เราต้องทำให้ถึงตลอดเวลา >> ผลคือตลาดดีขึ้น
SOCIAL
เราต้องสร้าง impact ที่ดี เพื่อให้เราอยู่ในสังคมที่ดี ถ้าเราทำให้ตลาด สังคม และประเทศเติบโต เราก็กลายเป็นหน้าตาของประเทศ
(คิดถึงจี้-ออที่กลายเป็นหน้าตาของกระบี่เลย ![]()
)
ในระยะยาวแบรนด์อยู่ไม่ได้ถ้าสังคมล้มเหลว … ลองคิดถึงประเทศที่เตะบอลเก่งสิคะ ทุกคนในประเทศนั้นจะเก่ง ทำไม? เพราะเดินไปหน้าบ้านก็ต้องเก่งกว่า Ronaldo แล้ว เพื่อนเราแม่งคือ Ronaldo เราจะเตะกับฮียังไงถ้าเราไม่มีมีฝีเท้า ไม่มีลูกเตะอะไรเจ๋ง ๆ เลย ถ้าคนทั้งหมู่บ้านเก่ง ก็จะทำให้เรามีคนที่เก่งพอจะออกไปแข่งระดับตังหวัด ระดับประเทศ ระดับโอลิมปิกใช่ไหมคะ แล้วก็มีตัวตายตัวแทนมาสืบทอดกันไปเรื่อย ๆ ได้ มันก็เก่งยืนยาวได้
แต่ถ้าเราไม่เก่งในบ้าน ออกไปนอกบ้านเจอคนเก่งเราก็ตายหมู่ตายหม๊ดดด ช่วย ๆ กันให้สังความมันดี ผู้คนแข็งแกร่งไปด้วยกันนะคะ ![]()
———————————
T – E – A – R – S
ทรัพยากรที่เราจะต้องมี
ถ้าคิดจะสร้าง brand
———————————
1. T-skill
2. Evidence
3. Authentic
4. Related
5. Story
———————————
1. T-skill
รู้ทุกอย่างในบางเรื่อง
รู้ทุกเรื่ิองในบางอย่าง
เราต้องรู้ลึกกกกกก… จริง ๆ ในเรื่องที่เราทำ แต่ต้องกว้างพอที่จะไป connect กับชาวบ้านด้วย … รู้แต่ครีมก็เป็นได้แค่โรงงานผลิตนะ แต่ถ้าเรารู้ มังงะ บอล ศาสนา ซี่รีย์ รู้ไปยัน SKIBIDI TOILET คุณจะผลิตได้ เข้าใจ ขายใครก็ได้
เช่น แฟนบอลกังวลเรื่องอะไร ชอบอะไร ใครเป็นเทรนด์ อ่ะถ้าเรารู้ เราจะขายครีมนักบอลหรือแฟนบอล ก็เล่าเรื่องนั้น
หรือจะไปเล่นตลาด alpha ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มาก เราก็ต้องรู้จัก Meme ต้องรู้ว่าเค้าชอบ >> meme marketing >> มันคือความเข้าใจตลาด นั่นแหละค่ะ
#เราต้องมีผิวที่ไปแตะกับชาวบ้านได้
นั่นคือ ต้องมีความรู้พอที่จะเชื่อมได้ เปิดบทสนทนาได้ เราจะ connect กับใคร เราต้องพูดเรื่องเค้า ไม่ต้องรู้ลึก แค่เปิดบทสนทนาให้เค้าเริ่มพูดกับเราได้
2. Evidence
มีหลักฐานว่าเราทำได้ดีในเรื่ิองนั้น
– จะคุยกะใครต้องมีหลักฐาน back นะ หลักฐานที่จะ back 5 เสา (ของการทำแบรนดิ้ง) ของเราคืออะไร?
– ยุคนี้คนไม่เชื่อที่เราพูดเอง เค้าเชื่อสิ่งที่เค้าเจอ online เราจึงต้องสร้างความเชื่อจากภายใน ให้สะท้อน เปล่งประกายออกไป “ดี”
– จงระวังความรู้สึก “เฉย ๆ” ถ้ามีคนไม่หือไม่อือกับเราเยอะ ๆ ไม่ได้แปลว่า … peaceful นะทุกคน #แบรนด์ที่ดีต้องสร้างความรู้สึกนะ ถ้าคนไม่รู้สึกอะไรกับเราเลย เรางานเข้าแล้ว!
– ความชอบและความเกลียดเป็นเรื่องธรรมชาติ นั่นแปลว่าเรามีแบรนด์ เนื่องด้วยเราไม่สามารถเป็นทุกอย่างใหกับทุกคนได้ จึงไม่แปลกที่คนที่ไม่ใช่ target ก็อาจจะไม่ชอบเรา แต่เราต้องมีคนรักมากพอที่จะออกมาสู้เพื่อเรา ปกป้องเรา เมื่อมี “บทสนทนา” ที่ไม่ดีเกี่ยวกับเรา
3. Authentic
เราเป็นตัวจริงเรื่องนั้น
ความแท้ของเราจะทำให้เรา “ชัดเจน” และ “มั่นคง” ค่ะ การทำทุกอย่างในโลกนี้มันต้องมีปัญหา เมื่อเกิดปัญหาหนัก ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ แบรนด์จะอยู่หรือไปก็อยู่ที่ว่าเราเชื่อมันมากพอ เชื่อมันจริง ๆ ที่จะไปต่อไหม เราจะแลกทรัพยากร เงิน เวลา ความสัมพันธ์ เพื่อมันไหม
เช่น โดน copy จะไปต่อไหม? ถาเราไม่เชื่อในสิ่งที่เราทำอยู่ เราก็จะยอมแพ้ง่าย ๆ แต่ถ้าเราเชื่อมั่น เราจะบินสูงขึ้นเรื่อย ๆ หา Unique ที่คู่แข่งตามไม่ได้ และมีลูกค้าที่มองหาแค่เรา
ปัญหามีแต่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ นะ …
>> ร้านชานมมีแบรนด์จีนเขามาตี เราขายใบชาให้ร้านชานม เราจะไปเริ่มแก้ที่ไหน? ไปให้ถึงด่นแรกค่ะ สำหรับพี่คิว ด่านแรกคือลูกค้าที่เป็นร้านชานม ร้านได้รับผลกระทบก่อน พี่คิวคิดหาวิธีช่วยลูกค้าแก้ปัญหา ด้วยการเปิด blue mocha academy สอนลูกค้าเรื่องชา การออกแบบชาใด ๆ ลูกค้าแข็งแรงขึ้น เราก็รอดด้วย
>> ของ copy คนเดือดร้อนคนแรกก็ไม่ใช่เรา แต่คือลูกค้าซึ่งจะได้ของไม่ดีไป และเข็ด ไม่กล้าสั่งของอีก (ถึงเราจะของแท้ก็เหอะ) เราต้องทำไงก็ได้ให้ลูกค้าหาของปลอมไม่เจอ ตัวอย่างเช่นคุณน้อต กองสลากพลัส มีคนเอาภาพคุณน้อตไปใช้เต็มเลย ตอนแรกคุณน้อตก็ปล่อย รู้สึกว่าก็ดีเนาะเป็นการสร้างแบรนด์ คนเห็นหน้าบ่อย ๆ จำได้ แต่มันไม่จบแค่นั้นสิคะ หน้าคุณน้อตกลายเป็นแบรนด์หลอกลวง เพราะมีเว็บปลอมเพียบ หน้าคุณน้อตทั้งนั๊นนนน
พอปัญหาถึงเรา
คุณน้อตแก้ปัญหายังไงน่ะเหรอคะ ตามจับมันให้หมดค่ะ ตอนนี้คุณน้อตกลายไปคนจับเว็บปลอมอันดับหนึ่งในประเทศไปแล้ว
4. Related
มันเกี่ยวอะไรกับลูกค้า?
– แบรนด์เราต้องวางบนพฤติกรรมและความรู้สึกของลูกค้านะคะ ไม่ใช่ STP (Segmentation / Target / Positioning)
– หาช่องว่างทางพฤติกรรมและความรู้สึก ตรงไหนยังไม่มีใครจับ? ชีวิตคนทุกวันนี้ดีอยู่แล้ว (พี่คิวบอกว่าดีกว่าฮ่องเต้เมื่อ 500 ปีก่อนอีกนะ ต่ะก่อนโน้นฮ่องเต้ไม่มีส้วมให้อรี้นะทุกคน … เออ คิดในแง่นี้เรานี่ก็จักรพรรดิ์เลยเนาะ 555) แต่ความรู้สึกเค้าขาด เราต้องเติม
– marketing มีหน้าที่สร้างความรู้สึกขาด (เช่น celebrity worship syndrome)
– branding ทำหน้าที่เติมความรู้สึกนั้น … คุณไม่มีทางขายของให้คนที่ไม่อยากได้ได้ >> ลองขายแบบบอกคนซื้อว่า “อยากขาวไหมมาใช้ดิ่” … เราก็เฉย ๆ นะ ทุกวันนี้ขาวทุกกระปุกแล้วเนี่ย 555 แต่ … อยากขาวแบบจ้าวลู่ซือไหม? อ๊ะ … จ้าง,ซือสวย รวย และได้พระเอกนะ 555 รับค่ะ กด F รัวววววว
– หรือจะขายลิปสติก … เราไม่ได้ขาด lipstick ค่ะทุกคน เราขาดชีวิตแบบนางเอก ทาลิปสีนี้ปั๊บ shot ถัดไปโดนพระเอกงับ (ศัพทฺพี่คิวเค้าล่ะ 55) ช้านนนนต้องการฮยอนอูวววว ทาสีนี้แล้วจะได้ฮยอนอู จะโดนงัยบ … ซื้อ! เอามา 7 แท่ง ![]()
– ซีรีย์เกาหลี ต้องมีฉาก อัยการเครียด คิดไม่ออก เปิดลิ้นชักมาเจอ Kopiko … เออ ค่อยคิดออกหน่อย
– เราจะต้องมีเพชรทำไมนะ มันคือการตลาดของ De beers … เพชร ไม่เกี่ยวกะเรา แต่พอเอามาผูกว่าเพชร = ความรัก >> ชีวิตคู่ >> รักนิรันดร์ >> เกี่ยวว่ะ อยากได้รักนิรันดร์ขึ้นมาเลย
– หนังเกาหลี ฉากจูบกันของพระเอกนางเอกนี่ไม่ซ้ำเมืองนะ ทำไม?? … คนจะได้ไปตามรอยไงล่าทุกโคน
– จงออกแบบแบรนด์บนชีวิตลูกค้า ไม่ใช่บน product … ตั้งคำถามให้ถูกต้อง ถามตัวเองว่าลูกค้าจะใช้เราตอนไหน? ไม่ใช่ว่าจะสร้าง product อะไร เราต้องถามว่า “อะไร” ของเราไปอยู่บนพฤติกรรมไหนของลูกค้า?
“หา behavior ที่ว่างอยู่
แล้วเอาแบรนด์เราไปวางบนนั้น”
5. Story
วันนี้เอา value content มายิงแอดไม่พอนะคะ ต้องมีอีก 3 step ก่อนหน้าค่ะ
– หา value content (เรื่ิองที่จะเล่า)
– สร้าง story ที่สร้างความรู้สึก
– สร้างความเชื่อมโยงไปหา product
– จบด้วย call to action
– ยิง ads
คนอินกับ story มากกว่า message ที่เรายัดเยียดให้นะคะ ข้อมูลเพียว ๆ จะ works ก็ต่อเมื่อคนมีปัญหานั้นเป๊ะ ๆ และหาสิ่งนั้นอยู่ ซึ่งตลาดจะแคบมาก ถ้าเราจะกว้าง เราต้องสร้างตลาดขึ้นมาค่ะ อย่าขายเครื่องสำอาง จงขายความเป็นผู้หญิงสวยมั่นใจ

การทำแบรนด์ไม่ใช่การทำเพื่อให้โตแบบ linear แต่คือการทำตัวเราให้ดีไปเรื่อย ๆ จนไป match กับใครสักคน เมื่อเจอ partner ที่เหมาะสมเราจะ exponential
บางครั้งเหตุผลที่ยังไม่เจอพระเจ้า เป็นเพราะเรามองสูงเกินไป การทำแบรนด์ก็เช่นกัน ถ้าเราขายกาแฟแล้วได้กำไรแก้วละ 20 บาท เรามัวไปหวังให้ขายได้เยอะ ๆ เพื่อกำไร 500 ล้าน เราอาจไม่มีวันไปถึง จงทำแก้วตรงหน้าให้ดีมาก ๆ ทำให้ดีที่สุดทุก ๆ แก้ง วันนึงเราอาจจะพบโอกาสหรือพระเจ้าที่เดินเข้ามา ดื่มกาแฟกาที่ดีที่สุดของเรา ชอบมาก ขอซื้อสูตร … 500 ล้านอาจจะอยู่ตรงนั้นก็ได้ ![]()
#เราทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าดีพอยัง
Impact ที่เราที่มีต่อคนรอบ ๆ แบรนด์ของเรา

อย่าถามว่า…
จะทำแบรนด์อะไรกันแน่
ให้ถามตัวเองว่า…
เราจะทำอะไรกันแน่
เพราะ …
แบรนด์ = ตัวเราเอง
————————
ขอบคุณพี่คิวมาก ๆ นะคะ สนุกมากปิดโลกมาก ๆ เลย ชอบทุกตัวอย่างที่พี่คิวยกมาค่ะ เห็นภาพมาก ๆ ของสมัครเป็นสาวกพี่คิว คยต ด้วยคนค่า
โปรดติดตาม EP.3 เรื่อง Storytelling แบบ ICE โดย “คุณไอซ์ เรื่องง่าย ๆ ได้เงิน” ค่ะ






#BennOte went to

