เพียงแต่การจะทำให้แบรนด์เข้าไปเติบโตในความคิดของกลุ่มเป้าหมายได้ เป็นหน้าที่ของเจ้าของสินค้าที่จะคอยออกแบบข้อมูลไว้ใช้สื่อสารกับพวกเค้าตามแพลตฟอร์มต่างๆ แน่นอนว่าหมายรวมถึงประสบการณ์ตรงที่กลุ่มเป้าหมายจะพบเจอเราในโลกออฟไลน์ด้วย
.
“มนุษย์จะรับฟังเฉพาะข้อมูลที่ตัวเองสนใจหรือเกี่ยวข้องกับตัวเองเท่านั้น”
.
จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องรู้ก่อนว่า “ลูกค้าสนใจอะไร” และไม่ต้องห่วง สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ไม่มีเราอยู่ในลิสของชีวิตเค้าแน่นอน
.
แล้วจะขายยังไง เมื่อข้อมูลของสินค้าเราเป็นสิ่งสุดท้ายที่ลูกค้าอยากฟัง
.
หลายต่อหลายครั้งที่เจ้าของสินค้าตกม้าตายเพียงเพราะไม่พยายามจะเข้าใจว่าลูกค้ามีปัญหาอะไร และไม่พยายามจะยอมรับว่าลูกค้า 10 คนความต้องการก็ไม่เหมือนกันซักกะคน
.
หากเราขาย เซรั่มหน้าใส กลุ่มเป้าหมายที่เรามักมองหากันก็คงจะเป็นผู้หญิงวัย 25-40 ปี ที่อยากสวย แต่ในฐานะนักสร้างแบรนด์ เราก็อาจจะต้องถามต่อไปอีกว่าลูกค้าแต่ล่ะคน “เค้าอยากสวยไปทำไม”
.
คนโสดอยากสวย “เพื่อหาแฟน”
.
คนทำงานอยากสวย “เพื่อความมั่นใจ”
.
คนมีครอบครัวอยากสวย “ให้สามีหลง”
.
ความ “ต้องการจะสวย” แต่ล่ะแบบ ล้วนใช้ข้อมูลที่แตกต่างกัน หากเราเอาแต่สื่อสารด้วยฟีเจอร์ของสินค้า ส่วนประกอบ สารสกัดนั่นนี่แล้วปล่อยให้กลุ่มเป้าหมายไปคิดเอาเองว่าสวยแล้วจะทำอะไรก็เรื่องของแก
.
เป็นเรื่องยากมากที่ลูกค้าจะเปิดใจรับข้อมูลนั้นเข้ามาในหัว ถ้าคอนเทนต์ไม่ได้ถูกออกแบบโดยอ้างอิงจากประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเค้า
.
ฉายภาพผู้หญิงคนนึงที่กำลังแต่งหน้าแต่งตัวเพื่อออกไปพีชงานให้กับลูกค้า และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสิ่งเดียวกันจะคิดได้เอง “ถ้าฉันอยากมีชีวิตแบบนั้น ต้องใช้สินค้าแบบที่ผู้หญิงคนนั้นใช้สินะ”
.
เข้าใจลูกค้า เพื่อออกแบบข้อมูลให้เหมาะสม
.
และออกแบบข้อมูล ให้เหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์ม
.
ข้อมูลที่ถูกส่งไปถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา อย่างสม่ำเสมอ จะเข้าไปฝังอยู่ในความคิดของกลุ่มเป้าหมาย งอกเงยขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่อยู่ในหัวลูกค้า เมื่อถึงเวลาที่เค้าต้องการเลือกสินค้าซักชิ้นมาแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้า เราก็มีโอกาสจะกลายเป็นตัวเลือกแรกๆของเค้า
.
โดยที่เค้าเองยังไม่ค่อยจะรู้ตัวซะด้วยซ้ำ
.

